8 ประเภทที่นอนพร้อมบอกข้อดีข้อเสีย อัพเดทล่าสุดปี 2022

ผมเช่นเคย ผู้เชี่ยวชาญจากแบรนด์ BEDGEAR วันนี้จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับที่นอนแต่ละประเภทให้มากขึ้น รวมถึงบอกข้อดีและข้อเสียของแต่ละประเภท อย่ารอช้า เริ่มกันเลย!! อย่างที่ทุกคนทราบกันว่าเราใช้เวลาเฉลี่ยอยู่บนที่นอนประมาณ 6-8 ชั่วโมง หรือ 1 ใน 3 ของแต่ละวัน แต่ทุกคนทราบไหมว่าหลักการนอนที่เต็มประสิทธิภาพ 100% จะประกอบไปด้วยที่นอน 70% และหมอนอีก 30% (ถ้าใครต้องการศึกษาเกี่ยวกับประเภทหมอนเพิ่มเติม คลิกเลย) และถ้าถามว่าที่นอนประเภทไหนดีที่สุด คำตอบก็คือไม่มีที่นอนที่ดีที่สุด แต่ต้องหาที่นอนที่เหมาะสมกับสรีระ และท่านอนของเรามากที่สุดต่างหาก เพราะที่นอนแต่ละประเภทก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน

ที่นอนคืออะไร

ที่นอน คือ วัสดุที่รองรับสรีระร่างกายของผู้นอนขณะนอนหลับ โดยอาจจะวางอยู่บนเตียงหรือไม่ก็ได้ ปกติวัสดุหลักจะประกอบไปด้วย โฟมวิทยาศาสตร์ โฟมสังเคราะห์ ฟองน้ำ ใยมะพร้าว สปริง ยางพารา และอื่นๆ โดยปกติที่นอนจะมี 3 ขนาดมาตฐาน ได้แก่ 3.5 ฟุต 5 ฟุต และ 6 ฟุต

ก่อนที่จะไปดูข้อดีข้อเสียของที่นอนแต่ละประเภท คุณต้องทราบก่อนว่าที่นอนมีขนาดเท่าไหร่บ้าง

ขนาดที่นอน กว้าง*ยาว (เซนติเมตร) กว้าง*ยาว (นิ้ว)
Twin 3.5 ฟุต 106*198 42*78
Queen 5 ฟุต 152*198 60*78
King 6 ฟุต 182*198 72*78

*ขนาดแต่ละที่อาจจะแตกต่างกัน ดังนั้นต้องสอบถามผู้จัดจำหน่ายทุกครั้ง

ประเภทที่นอน

ประเภทที่นอนสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท และประเภทของที่นอนก็มีการคิดค้น พัฒนาและถูกสร้างขึ้นมาใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น ที่นอนเมมโมรี่โฟม (Memory Foam Mattress) ที่นอนไฮบริด (Hybrid Mattress) ที่นอนจัดส่งเป็นกล่อง (Mattress in a Box) และอีกมากมาย แต่ถ้าประเภทที่นอนที่เป็นที่นิยมของคนไทยก็คงหนีไม่พ้น ที่นอนยางพารา และผู้คนจะคิดว่าที่นอนที่ดีต้องเป็นที่นอนยางพาราเท่านั้น และผู้นอนส่วนใหญ่จะมองว่าที่นอนสปริงเป็นที่นอนที่ไม่มีคุณภาพ แต่ความจริงแล้วที่นอนที่ได้รับความนิยม และมีราคาสูงอันดับต้นๆ ของโลกนั่นก็คือ ที่นอนสปริง ในบทความนี้จะขอแบ่งประเภทที่นอนออกเป็น 8 ประเภท

  1. ที่นอนสปริง (Spring Mattresses)
  2. ที่นอนโฟม (Foam Mattresses)
  3. ที่นอนยางพารา (Latex Mattresses)
  4. ที่นอนเมมโมรี่โฟม (Memory Foam Mattresses)
  5. ที่นอนไฮบริด (Hybrid Mattresses)
  6. ที่นอนจัดส่งเป็นกล่อง (Mattress in a Box)
  7. ที่นอนเย็น (Cold Mattresses)
  8. ที่นอนนวัตกรรม (Innovative Mattresses)

ที่นอนสปริง (Spring Mattresses)

ที่นอนสปริง คือ ที่นอนที่เป็นที่นิยมมาอย่างยาวนานในอุตสาหกรรมที่นอน โดยที่นอนสปริงจะมีฐานรองรับน้ำหนักเป็นสปริง ที่นอนสปริงสามารถออกแบบเพื่อให้มีสัมผัสที่หลากหลายได้เช่น นุ่มมาก นุ่ม นุ่มปานกลาง แน่น หรือแน่นมาก คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าที่นอนสปริงเป็นที่นอนราคาถูกและไม่มีคุณภาพ แต่ความเป็นจริงแล้วสปริงมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Bonnell สปริง หรือ Pocketed สปริง

Bonnell สปริง คือ สปริงที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีแนวโน้มที่ราคาจะต่ำกว่าประเภทอื่นๆ โดยตัวสปริงจะเรียงต่อๆ กัน และเชื่อมกันด้วยโครงเหล็ก ข้อเสียคือเวลาที่ผู้นอนขยับตัว ผู้นอนอีกท่านจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน

Pocketed สปริง จะแตกต่างกับ Bonnell สปริง เพราะสปริงแต่ละตัวจะแยกส่วนกันอย่างชัดเจนโดยจะมีถุงผ้าคลุมสปริง เพื่อลดแรงสั่นสะเทือน เวลาที่ผู้นอนขยับตัว ผู้นอนอีกท่านจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนน้อยมาก หรืออาจจะไม่รู้สึกเลย

ข้อดีของที่นอนสปริง

  • สามารถระบายอากาศได้อยู่ในระดับที่ดีมาก
  • เหมาะกับผู้นอนทุกประเภท ผู้นอนไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวนาน
  • สามารถลดแรงกดทับได้ดี

ข้อเสียของที่นอนสปริง

  • ถ้าเป็นที่นอน Bonnell สปริง เวลาผู้นอนขยับตัว ผู้นอนอีกท่านอาจจะรู้สึกตัวได้
  • เมื่อที่นอนสปริงถูกใช้ไปเรื่อยๆ ตัวสปริงอาจจะเสื่อมสภาพหรือพังได้ เวลาเราขยับตัวอาจจะมีเสียงรบกวนจากสปริงได้

ที่นอนโฟม (Foam Mattresses)

ที่นอนโฟม เป็นที่นอนที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ โดยที่นอนโฟมจะประกอบไปด้วย ชั้นโฟมต่างๆ โดยโฟมจะมีหลากหลายความนุ่มหรือความแน่น แต่จะไม่มีส่วนประกอบของสปริง ที่นอนโฟมสามารถดีไซน์ความนุ่มหรือความแน่นได้หลากหลายมากๆ แต่ภายในประเทศไทย ที่นอนโฟมส่วนใหญ่จะให้สัมผัสที่แน่น

ข้อดีของที่นอนโฟม

  • ให้สัมผัสเหมือนที่นอนยางพารา ในราคาที่ถูกกว่า หาซื้อง่าย
  • น้ำหนักเบากว่าที่นอนยางพารา

ข้อเสียของที่นอนโฟม

  • ระบายอากาศได้ไม่ดี ส่งผลให้ผู้นอนเหงื่อออกระหว่างนอน สาเหตุหลักของการนอนไม่เต็มอิ่ม
  • ถึงแม้ว่าจะให้สัมผัสเหมือนที่นอนยางพารา แต่ว่าอายุการใช้งานจะสั้นกว่า และยุบตัวง่ายกว่า ส่งผลให้มีอาการปวดหลังตามมา

 ที่นอนยางพารา (Latex Mattresses) 

ที่นอนยางพารา คือ ที่นอนที่ถูกขึ้นรูปจากน้ำยางพารา ซึ่งน้ำยางเป็นวัสดุธรรมชาติที่ได้มาจากน้ำนมของต้นยางพารา น้ำนมถูกสกัดและแปรรูปเป็นวัสดุโฟมที่มีความหนาแน่นสูง โดยการขึ้นรูปจะมี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่ การขึ้นรูปแบบยางพาราแบบ Dunlop และการขึ้นรูปแบบยางพาราแบบTalalay

การขึ้นรูปแบบยางพาราแบบ Dunlop  

การขึ้นรูปยางพาราแบบ Dunlop เป็นต้นฉบับหรือวิธีการแรกในการขึ้นรูปของยางพารา โดยถูกคิดค้นในปี ค.ศ. 1929 แต่วิธีการก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตามกาลเวลา ขั้นตอนด้านล่างเป็นการขึ้นรูปยางพาราขั้นพื้นฐานของแบบ Dunlop

ขั้นตอนการขึ้นรูปยางพาราแบบ Dunlop

  1. น้ำยางพาราถูกดำเนินการด้วยเครื่องจักรเพื่อสร้างฟองโฟม
  2. ฟองโฟมจะถูกวางลงในแม่พิมพ์
  3. ฟองโฟมจะถูกอบในเตาอบวัลคาไนซ์
  4. นำยางพาราที่ถูกอบแล้วออกจากแม่พิมพ์แล้วล้างให้สะอาด
  5. นำยางพาราที่ถูกอบมาอบอีกครั้งเพื่อกำจัดความชื้น

การขึ้นรูปแบบยางพาราแบบ Talalay 

การขึ้นรูปแบบยางพาราแบบ Talalay เป็นขบวนการที่ถูกพัฒนามาเพิ่มเติม ถูกคิดค้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1940 และมีการพัฒนามาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

ขั้นตอนการขึ้นรูปยางพาราแบบ Talalay

  1. น้ำยางพาราถูกดำเนินการด้วยเครื่องจักรเพื่อสร้างฟองโฟม
  2. ฟองโฟมถูกฉีดเข้าไปในแม่พิมพ์ แต่แม่พิมพ์จะถูกเติมเพียงบางส่วนเท่านั้น
  3. แม่พิมพ์ที่ถูกเติมแล้วจะถูกปิดด้วยสุญญากาศ ซึ่งทำให้น้ำยางขยายตัว
  4. แม่พิมพ์ที่ถูกเติมแล้วจะถูกแช่แข็งอย่างรวดเร็ว โดยอัดคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านตัวน้ำยาง
  5. แม่พิมพ์ส่วนที่ถูกแช่แข็งจะถูกนำมาอบเพื่อเซ็ตตัว
  6. นำน้ำยางออกจากแม่พิมพ์ แล้วนำมาล้างแล้วตามด้วยการทำให้แห้ง

ข้อดีและข้อเสียของการขึ้นรูปยางพาราแบบ Dunlop และ Talalay

ความคงทน: การขึ้นรูปแบบ Dunlop จะมีความคงทนมากกว่าแบบ Talalay เพราะว่าค่าความหนาแน่นของ Dunlop จะมีมากกว่า แต่ทั้งสองแบบจะมีความคงทนมากกว่าถ้าเทียบกับที่นอนประเภทอื่นๆ

ต้นทุนการผลิต: วิธี Dunlop จะถูกกว่า Talalay ในส่วนของการผลิต เพราะกระบวนการนี้ใช้ความเข้มข้นน้อยกว่ามาก

สัมผัส: Dunlop จะมีความแน่นมากกว่า Talalay เพราะวิธีการแบบ Dunlop มักจะถูกนำไปใช้เป็นชั้นรองรับในที่นอนยางพารา และ Talalay มักจะถูกใช้เป็นชั้นบนสุดของที่นอน แต่ทั้งสองแบบก็สามารถผลิตให้มีความนุ่มแน่นที่แตกต่างกันได้

อุณหภูมิ: โดยปกติการขึ้นรูปแบบ Talalay จะสามารถระบายอากาศได้ดีกว่าแบบ Dunlop เนื่องจากมีความหนาแน่นน้อยกว่า และช่วยให้อากาศไหลเวียนได้ดีมากกว่า

ข้อดีของที่นอนยางพารา

  • สามารถระบายอากาศได้อยู่ในระดับที่ดีมาก
  • แข็งแรงทนทาน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
  • สามารถรองรับน้ำหนักได้มาก
  • ที่นอนมีความยืดหยุ่นสูง รองรับสรีระของผู้นอนได้ดี
  • สามารถลดแรงกดทับได้ดี

ข้อเสียของที่นอนยางพารา

  • ที่นอนมีน้ำหนักที่เยอะ เคลื่อนย้ายลำบาก
  • ที่นอนยางพาราจะมีราคาที่สูงกว่าที่นอนประเภทอื่น
  • อาจจะมีกลิ่นยางพาราในระยะแรก แต่ใช้ไปกลิ่นจะจางหายไปเอง

ที่นอนเมมโมรี่โฟม (Memory Foam Mattresses) 

ที่นอนเมมโมรี่โฟม คือ ที่นอนที่มีส่วนประกอบของเมมโมรี่โฟม หรือโพลียูรีเทนที่มีความหนาแน่นมาก ซึ่งจะถูกออกแบบให้มีความนุ่มนวล และปรับให้เข้ากับรูปร่างของร่างกายผู้นอน เมื่อผู้นอน นอนลงไปบนที่นอน ในปัจจุบันที่นอนเมมโมรี่โฟมเป็นที่นอนที่ได้รับความนิยมมากเพราะสามารถลดแรงกดทับได้ดี รวมถึงการกระจายแรง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีงานวิจัยที่พบว่าที่นอนเมมโมรี่โฟมสามารถลดอาการปวดกระดูกเชิงกรานขณะนอนหลับของผู้นอนที่กำลังตั้งครรภ์ได้

เมมโมรี่โฟมถูกคิดค้นโดย NASA ในปี ค.ศ. 1966 เพื่อใช้เป็นวัสดุหลักในการช่วยให้นักบินอวกาศสะดวกสบายมากขึ้นในเวลาที่ยานอวกาศกำลังจะปล่อยตัวเพื่อไปสำรวจอวกาศ เพราะในเวลาที่นำจรวดทะยานขึ้นสู่อวกาศ ถ้าใช้วัสดุปกติหรือแบบเดิมๆ นักบินอวกาศอาจจะมีอาการบาดเจ็บได้เพราะในยานจะมีแรงกระแทกที่เยอะมาก หลักจากนั้นเมมโมรี่โฟมก็ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้กับที่นอน

ข้อดีของที่นอนเมมโมรี่โฟม

สามารถลดแรงกดทับได้ดี: เวลาที่ผู้นอน นอนลงไปบนที่นอน เมมโมรี่โฟมจะทำหน้าที่โอบอุ้มร่างกายอย่างสมบูรณ์แบบ โดยสามารถกระจายน้ำหนักได้ตามจุดที่มีแรงกดอย่างอิสระ โดยเฉพาะส่วนสะโพกแหละไหล่

สามารถกระจายน้ำหนักได้เป็นอย่างดี: เมมโมรี่โฟมสามารถดูดซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเหมาะกับการที่มีผู้นอนมากกว่า 1 ท่าน เพราะเวลาที่คนหนึ่งขยับตัว ผู้นอนอีกท่านจะไม่รู้สึกเลย

การรองรับแบบโอบอุ้ม: ผู้นอนหลายท่านกล่าวว่า การรองรับของที่นอนเมมโมรี่โฟมเป็นการรองรับแบบโอบอุ้มที่ให้สัมผัสเหมือนโดนกอดอยู่ตลอดเวลา

ข้อเสียของที่นอนเมมโมรี่โฟม

ให้สัมผัสที่ร้อน: เวลาที่ที่นอนเมมโมรี่โฟมเริ่มโอบอุ้มสรีระของผู้นอน อาจจะส่งความร้อนไปถึงผู้นอนได้ แต่ในปัจจุบันผู้ผลิตหลายเจ้าได้ปรับปรุงในจุดนี้ โดยพยายามหาเทคนิคต่างๆ เพื่อเพิ่มความเย็นให้กับที่นอน ถ้าใครสนใจที่นอนที่มีสัมผัสเย็น คลิก

ที่นอนดูด: เนื่องจากที่นอนเมมโมรี่โฟมมีความสามารถเฉพาะในการรองรับ นั่นก็คือการรองรับแบบโอบอุ้ม จึงสามารถสร้างความรู้สึกแบบทรายดูดได้ ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบความรู้สึกนี้

การปล่อยกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์: ในบางครั้งเมมโมรี่โฟมจะมีกลิ่นค่อนข้างแรงเนื่องจากกระบวนการผลิต แต่โดยปกติกลิ่นจะไม่มีอันตรายต่อผู้ใช้ แต่จะส่งกลิ่นที่อาจจะไม่พึงประสงค์ในช่วงต้น

ที่นอนไฮบริด (Hybrid Mattresses)

ที่นอนไฮบริด คือ ที่นอนที่ประกอบไปด้วยชั้นวัสดุประเภทต่างๆ ได้แก่ สปริง โฟม และยางพารา ซึ่งการผสมผสานของวัสดุเหล่านี้จะช่วยสร้างสมดุลให้ที่นอนสลายแรงกดทับ และรองรับสรีระได้อย่างยืดหยุ่น

ข้อดีของที่นอนไฮบริด

  • เพิ่มการไหลเวียนของอากาศให้ดีมากขึ้น: เนื่องจากมีการผสมผสานของสปริง จึงทำให้ที่นอนสามารถระบายอากาศได้ดีมากขึ้น และสามารถป้องกันความร้อนส่วนเกินได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยให้ผู้นอนขยับตัวได้ง่ายมากขึ้น: โดยปกติที่นอนเมมโมรี่โฟมจะมีข้อเสียก็คือให้สัมผัสแบบทรายดูด แต่ถ้ามีส่วนประกอบของสปริงก็จะสามารถช่วยลดสัมผัสแบบทรายดูดได้ ส่งผลให้ที่นอนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และขยับตัวได้ง่ายมากขึ้น

ข้อเสียของที่นอนไฮบริด

  • ที่นอนจะมีน้ำหนักเยอะกว่าที่นอนบางประเภท: ที่นอนไฮบริดมีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักมากกว่าที่นอนอื่นๆ เพราะส่วนประกอบของยางพารา และสปริง
  • ที่นอนไฮบริดมีราคาสูงกว่าที่นอนประเภทอื่น: ค่าเฉลี่ยของที่นอนไฮบริดจะมีราคาสูงมากกว่าที่นอนประเภทอื่นๆ

ที่นอนจัดส่งเป็นกล่อง (Mattress in a Box)

ที่นอนจัดส่งเป็นกล่อง คือ แนวคิดใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ทำการจัดส่งได้สะดวกสบาย และง่ายมากขึ้น โดยหลักการของที่นอนจัดส่งเป็นกล่องคือ ที่นอนจะถูกม้วนและบีบอัดเข้าไปในกล่องด้วยระบบสูญญากาศ ซึ่งวิธีการนี้สามารถใช้ได้กับที่นอนบางประเภทเท่านั้น

ข้อดีของที่นอนที่จัดส่งเป็นกล่อง

  • จัดส่งสะดวกสบาย: เนื่องจากที่นอนจัดส่งเป็นกล่องทำให้ง่ายต่อการขนย้าย เพราะบางบ้านหรือบางสถานที่อาจจะมีมุมที่มีขนาดแคบ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการจัดส่ง แต่ถ้าจัดส่งเป็นกล่องก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ข้อเสียของที่นอนที่จัดส่งเป็นกล่อง

  • ที่นอนอาจจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์: ในเวลาที่เอาที่นอนออกจากกล่องครั้งแรก ที่นอนอาจจะมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้ และต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 วันในการกำจัดกลิ่น
  • ไม่สามารถใช้ได้เลย ต้องรอให้ที่นอนฟู: ที่นอนจัดส่งเป็นกล่องต้องใช้เวลาอย่างน้อย 24-48 ชม ในการฟูตัว แต่ในปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายกล่าวว่า สามารถใช้ได้เลยโดยไม่ต้องรอให้ที่นอนฟูเต็มที่

ที่นอนเย็น (Cold Mattresses)

ที่นอนเย็น คือ ที่นอนที่สามารถระบายอากาศได้ดีและไม่อมความร้อน ยิ่งไปกว่านั้น ที่นอนต้องมีสัมผัสเย็นกว่าอุณหภูมิห้อง ที่นอนเย็นอาจจะเย็นจากนวัตกรรมการถักทอ หรือ Cooling Gel ก็ได้

ที่นอนเย็นที่เกิดจากการถักทอ คือที่นอนที่มีการถักทอขั้นสูงที่สามารถกักเก็บความเย็น และปลดปล่อยความเย็นออกจากที่นอนได้ ที่นอนจะเย็นตลอดอายุการใช้งาน

ที่นอนที่เย็นจาก Cooling Gel คือ ที่นอนที่เกิดความเย็นจากตัว Cooling Gel ซึ่ง Cooling Gel อาจจะมีการติดอยู่กับเนื้อผ้า หรือชั้นวัสดุก็ได้ แต่ที่นอนที่เย็นจาก Cooling Gel อาจจะเย็นเฉพาะในส่วนที่มีการติด Cooling Gel เท่านั้นและส่วนใหญ่จะหยุดเย็นเมื่อใช้งานไปประมาณ 2-3 ปี

ข้อดีของที่นอนเย็น

  • บรรเทาอาการปวดได้: ที่นอนเย็นสามารถรองรับสรีระของผู้นอนด้วยความเย็น ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยให้ความเจ็บปวดของคุณลดลงได้ในขณะที่คุณนอนหลับ
  • ช่วยให้ที่นอนเมมโมรี่โฟมนอนสบายขึ้น: ที่นอนเย็นส่วนใหญ่จะเป็นที่นอนเมมโมรี่โฟม เพราะว่าปกติที่นอนเมมโมรี่โฟมจะมีสัมผัสร้อนและระบายอากาศได้ไม่ดี ดังนั้นการที่นำนวัตกรรมความเย็นเข้ามาช่วยก็สามารปิดจุดอ่อนของที่นอนเมมโมรี่โฟมได้
  • ให้สัมผัสเย็นสบาย ไร้เหงื่อ: ที่นอนเย็นช่วยให้ผู้นอน นอนหลับได้สบายมากขึ้นเพราะความเย็นจะช่วยควบคุมอุณหภูมิของผู้นอนให้อยู่ในจุดที่สมดุลมากที่สุด พร้อมลดปัญหาเหงื่อออกกลางดึก ที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้นอนหลับได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ข้อเสียของที่นอนเย็น

  • ความเย็นลดลง: ผู้นอนอาจจะพบกับปัญหาที่นอนเย็นที่ใช้ไปแล้วไม่สามารถให้ความเย็นในระยะยาวได้ ปัญหานี้อาจจะเกิดได้จากวัตถุดิบที่ให้ความเย็นมีคุณภาพต่ำเกินไป
  • ที่นอนเย็นอาจจะมีราคาสูง: ที่นอนเย็นมักจะมีราคาสูงมากกว่าที่นอนแบบทั่วไป แต่อย่างไรก็ตาม การที่ที่นอนเย็นมีราคาสูงก็เพราะว่าวัตถุดิบทำมาจากนวัตกรรม และหลังจากการใช้งานจริง ผู้นอนส่วนใหญ่ก็พึงพอใจมากกับคุณภาพของที่นอนเย็น

ที่นอนนวัตกรรม (Innovative Mattresses)

ที่นอนนวัตกรรม คือ นวัตกรรมของการนอนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ โดยแตกต่างจากที่นอนปกติทั่วไป ที่นอนนวัตกรรมส่วนใหญ่ล้วนผ่านการคิดค้น พัฒนา ปรับปรุง และต่อยอดจากที่นอนดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรองรับที่ดียิ่งขึ้น การกระจายน้ำหนักและลดแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่าเดิม หรือจะเป็นการระบายอากาศของที่นอนที่รวมถึงที่นอนที่มีสัมผัสเย็น ถ้าใครต้องการรู้เรื่องเกี่ยวกับที่นอนนวัตกรรมมากขึ้น คลิกเลย

ข้อดีของที่นอนนวัตกรรม

  • สัมผัสเย็นกว่าและยาวนานมากกว่า ที่นอนนวัตกรรมจะเน้นนวัตกรรมการถักทอเป็นหลักเพื่อให้ที่นอนมีสัมผัสที่เย็น เพราะความเย็นมากกว่าที่นอนแบบดั้งเดิม และถ้าเป็นที่นอนเย็นที่เกิดจากนวัตกรรมการถักทอ ความเย็นจะไม่มีวันหมดไป
  • การสลายแรงกดทับที่เหนือกว่า: ที่นอนนวัตกรรมถูกคิดค้นและพัฒนามาอย่างยาวนานเพื่อค้นหาวัสดุที่สามารถสลายแรงกดทับได้อย่างเหนือระดับ ส่วนใหญ่จะเป็นการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมเมมโมรี่โฟม และนวัตกรรมยางพารา
  • สามารถระบายอากาศได้ดีมากกว่า: ที่นอนนวัตกรรมสมัยใหม่จะมีการนำชั้นวัสดุมาเจาะรูเพื่อให้ที่นอนสามารถระบายอากาศได้ดีมากขึ้น พร้อมจะมีแผงติดอยู่รอบที่นอนเพื่อช่วยให้ที่นอนสามารถระบายอากาศได้ดีมากขึ้น
  • สามารถเลือกระดับความนุ่มแน่นของแต่ละฝั่งได้: ที่นอนนวัตกรรมรุ่นใหม่ๆ จะสามารถเลือกระดับความนุ่มแน่นของแต่ละฝั่งได้ เช่น ฝั่งซ้ายนุ่มและฝั่งขวาแน่น เพื่อตอบโจทย์สัมผัสความชอบที่แตกต่างกัน

ข้อเสียของที่นอนนวัตกรรม

  • ราคาสูง: เนื่องจากมีการคิดค้นและพัฒนามาอย่างยาวนาน รวมถึงวัตถุดิบในการผลิตมีราคาค่อนข้างสูง ทำให้ที่นอนนวัตกรรมมีราคาสูงกว่าที่นอนแบบดั้งเดิม แต่ถ้าได้ลองนอนแล้วจะรู้ว่า ที่นอนนวัตกรรมถูกออกแบบมาเพื่อการนอนที่ดีที่สุดจริงๆ

หลังจากอ่านบทความนี้จบ ทุกคนคงเข้าใจประเภทของที่นอนมากขึ้น และที่สำคัญผมอยากจะย้ำอีกครั้งว่าไม่มีที่นอนที่ดีที่สุด แต่เราต้องหาที่นอนที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด และถ้ามีโอกาส ผมอยากแนะนำให้ลองหาที่นอนนวัตกรรมดีๆ สักหลังที่เหมาะกับคุณ เพื่อที่คุณจะได้พบกับประสบการณ์การนอนที่ดีที่สุด สำหรับวันนี้ขอบคุณมากครับ

ด้านล่างจะเป็น VDO รวมที่นอนนวัตกรรมของ Bedgear นะครับ ถ้าใครสนใจหรือต้องการทำความรู้จักกับที่นอนนวัตกรรมของเรามากขึ้น แนะนำให้ลองชมครับ แล้วทุกคนจะรู้เลยว่าที่นอนนวัตกรรมของเราแตกต่างจากที่นอนทั่วไปแน่นอนครับ

 

ติดตามข่าวสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานกิจกรรม และโปรโมชั่นจาก Bedgear Thailand สามารถติดตามได้ที่ :
Facebook : https://www.facebook.com/bedgearthailand
Instragram : https://www.instagram.com/bedgearthailand/?hl=th

YouTube: Bedgear Thailand
LINE ID : @Bedgearthailand

สามารถเลือกซื้อสินค้าจาก Bedgear Thailand ได้เลยที่นี่

Scroll to Top